วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

"สิ่งที่ไม่เห็น...ไม่ใช่ว่าไม่มี"


      คุณเคยไหม ที่จู่ๆนั่งอยู่ก็รู้สึกเหมือนมีพลังงานอะไรบางอย่างเคลื่อนที่ผ่านจนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เคยไหมที่พบเห็นอะไรบางสิ่งหรือใครบางคนที่ไม่น่าจะมาปรากฏตัวให้เห็นได้ หรือเคยไหมที่ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่ดังมาจากที่ไหนซักแห่ง ทั้งๆที่บริเวณนั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอยู่ ประสบการณ์ลี้ลับที่รอคอยการพิสูจน์ แม้จะพยายามใช้เหตุผลตามหลักการทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายเพียงใด ก็ยังไม่สามารถตอบข้อสงสัยเหล่านี้ได้ทั้งหมด กับประสบการณ์ที่คนที่ไม่เคยรับรู้ ไม่เคยสัมผัสด้วยตัวเองมาก่อนอาจจะไม่เชื่อ และไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่กับคนที่เคยมีประสบการณ์นั้นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เชื่อแล้วว่ามีจริง” แม้เราจะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวประเภทนี้มาบ้าง แต่น้อยคนที่จะเคยได้สัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ

      จากการที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวประเภทนี้มาบ้าง ก็พบว่าแต่ละคนนั้นพบเจอมาหลายรูปแบบ ในขั้นธรรมดาทั่วไปก็อาจจะแค่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่รอบๆตัว มีความรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่คนเดียวทั้งๆที่อยู่คนเดียว หรืออาจจะได้ยินเสียงแปลกๆบางอย่าง ที่พยายามบ่งชี้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเจ้าของเสียง และถ้าจริงจังขึ้นมาอีกหน่อย อาจจะได้เห็นกันแบบเป็นรูปเป็นร่าง เช่นอาจเห็นเป็นกลุ่มควันหรือหมอกสีขาวลอยผ่านไป เห็นเป็นแสงไฟสีต่างๆเคลื่อนที่ได้ หรืออาจมาให้เห็นเป็นรูปร่างของคนเลยทีเดียว ซึ่งรูปร่างของคนนั้นก็เห็นแตกต่างกันไปอีกหลายแบบตามแต่จะมาปรากฏทั้งแบบคนปกติธรรมดา และแบบไม่ปกติธรรมดา คนที่ไม่เคยได้ยินหรือไม่เคยเห็นอาจคิดไปว่า คนพวกนี้คิดมากไปเอง อาจจะแค่หูฝาด ตาฝาดก็ได้ ของแบบนี้จะไปมีจริงได้อย่างไร โดยไม่คิดว่าบางครั้งคนที่เคยพบเห็นมากับตา เองก็อยากให้มันเป็นเพียงการหูฝาดตาฝาดเหมือนกัน อยากจะลบเลือนความทรงจำเหล่านี้ทิ้งไป แต่น้อยคนนักที่จะลืมลง มันจะเป็นประสบการณ์ที่ฝั่งแน่นลงในจิตใต้สำนึกเลยทีเดียว

     โดยส่วนใหญ่คนที่พบเจอแรกๆอาจจะยังไม่ค่อยเอะใจ ว่าสิ่งที่ได้ยินได้เห็นนั้นคืออะไร มักจะเกิดอาการสับสนอยู่ครู่หนึ่ง จนได้ลองกลับมานั่งคิดวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ เท่านั้นแหละ ขนก็ลุกซู่ขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน ถ้ายิ่งได้รับการยืนยันถึงสิ่งที่พบเห็นจากคนอื่นอีกด้วยละก็ คิดถึงเมื่อไหร่ก็ยิ่งขนพองสยองเกล้าขึ้นเมื่อนั้นเลยทีเดียว เกริ่นมาเยอะก็อาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพ ต้องลองฟังคำบอกเล่าจากคนที่เคยมีประสบการณ์ เราลองมาอ่านเรื่องราวที่เกิดกับคนสองคนดูว่าเขาได้พบเจอสิ่งใดมา

     เรื่องแรกคือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสาวคนหนึ่ง เป็นหญิงสาวร่างสูงผอม ชื่อ “แอม” เป็นช่วงสมัยเรียนชั้นมัธยมปลาย แอมเล่าว่าวันนั้นเป็นช่วงฤดูหนาวซึ่งจะมืดเร็วกว่าปกติ ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นแล้วนักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านจนหมด เธอจัดซุ้มนิทรรศการภาษาฝรั่งเศสอยู่ภายในตึกเรียนกับเพื่อนอีก 5-6 คน ขณะที่จัดซุ้มอยู่เพื่อนคนหนึ่งชักชวนเธอไปเข้าห้องน้ำ จึงไปด้วยกัน แอมเล่าว่า “ทางไปห้องน้ำต้องเดินผ่านระหว่างตึกสอง จะมีทางเดินแคบๆระหว่างตึก อ้อมไปทางด้านหลังจะเจอห้องน้ำ เรายืนรอเพื่อนเข้าห้องน้ำอยู่ด้านนอก สักพักก็เห็นเด็กผู้หญิงใส่ชุดคอซองของโรงเรียนแวบมาด้านหลัง เดินหายเข้าไปยังทางเดินแคบๆ เราก็ดีใจคิดว่ามีคนอยู่ดึกเหมือนกัน เลยชะโงกหน้าตามไปดูตรงทางเดินแคบๆ ปรากฏว่าไม่มีใคร เราก็เริ่มแบบเอาล่ะสิ รีบตะโกนเรียกเพื่อนที่เข้าห้องน้ำ บอกเราต้องรีบไปกันแล้วล่ะ ท่าจะไม่ดีแล้ว เพื่อนก็กลัวแต่ก็ทำเป็นไม่มีอะไร” เธอบอกว่าเล่าไปขนลุกไป

      “พอเดินกลับมายังห้องที่จัดซุ้ม จัดไปได้ซักพักเพื่อนอีก 3-4 คนที่จัดซุ้มอยู่ด้านในห้องก็บอกพวกเราที่ยืนจัดอยู่หน้าห้องว่า ตะกี้เห็นเด็กผู้หญิงม.ต้น เดินผ่านพวกเราไป ทั้งๆที่พวกเราที่จัดอยู่หน้าห้องไม่ได้รู้สึกว่ามีคนเดินผ่านเลย เราก็แบบเฮ้ย! ไม่ได้ล่ะ อยู่ต่อไม่ได้แล้ว ตอนนั้นยังไม่ได้เล่าให้คนอื่นฟังเรื่องที่เจอที่ห้องน้ำเลยด้วย ยิ่งทำให้เราตกใจมาก เลยรีบเล่าให้ทุกคนฟัง แล้วก็รีบเก็บของกลับบ้านกัน พอลงมาถึงด้านล่าง เราก็ดันอยากรู้ หันกลับขึ้นไปมอง ก็เห็นเด็กผู้หญิงในชุดคอซอง...ค่อยๆเดินอย่างช้าๆ ผ่านหน้าห้อง 4009 ไป อุ้ย!ขนลุก ตอนนั้นในใจก็ยังเชื่อว่าอาจจะเป็นเด็กนักเรียนที่อยู่ดึกจริงๆก็ได้ จนกระทั้งม.6 ใกล้จะจบแล้ว ก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งมาถามว่า อยู่มา 6 ปีนี่เคยเจอผีกันบ้างมั้ย เราก็เกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว จนอาจารย์เล่าว่า ที่คนอื่นเจอกันบ่อยๆก็น่าจะเป็นวิญญาณเด็กม.ต้นมาวนเวียนอยู่ตอนเย็นๆ ส่วนใหญ่จะเจอแถวห้อง 4009 อาจารย์เล่าว่าเธอรอพ่อมารับตอนเย็น แต่เกิดหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันตายในห้องนั้น โดยไม่มีใครรู้ เธอจึงยังวนเวียนอยู่บริเวณนั้น เรานี่ขนลุกซู่ขึ้นมาเลย หันมามองหน้าเพื่อนที่เจอด้วยกัน เพื่อนนี่หน้าแหยเลย เพราะตอนนั้นพยายามปักใจเชื่อไปแล้วว่าเป็นคน” นี่คือเรื่องราวประสบการณ์ลี้ลับที่แอมได้พบเจอมา

       อีกคนหนึ่งที่เคยพบเจอเรื่องราวแบบนี้เช่นกันคือ ชายหนุ่ม รูปร่างผอมบาง ใส่แว่น ชื่อ “พีท” เขาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้มีประสบการณ์พบเจอเหตุการณ์ลี้ลับด้วยตัวเอง และเป็นคนที่เชื่อว่าเรื่องลี้ลับเหล่านี้มีอยู่จริง พีทเล่าว่าสมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ได้เกิดสนใจเรื่องพิธีการทางไสยศาสตร์ต่างๆขึ้นมา จึงได้ลองหาข้อมูลดูว่ามีลักษณะอย่างไร และส่วนตัวก็เป็นคนชอบเรื่องลี้ลับอยู่แล้ว จนวันหนึ่งเกิดความอยากรู้อยากลองตามประสาวันรุ่นจึงได้ทำตามวิธีการที่ได้เรียนรู้มา “จำได้ลางๆว่า พยายามเรียกวิญญาณมาทำอะไรสักอย่าง ตามวิธีการเรียกวิญญาณที่ตอนนั้นได้รู้มา แต่คิดว่าตอนนั้นคงทำวิธีการบางอย่างพลาดไปเพราะคืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมจึงไปนอนตามปกติ” พีทบอกว่าตอนนั้นไม่ได้เรียกเพื่ออยากให้มาปรากฏตัวเฉยๆ แต่ต้องการขออะไรบางอย่างจากวิญญาณด้วย ถึงตรงนี้พีทบอกว่าขอละไว้เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ถึงกระนั้นคืนที่ลองทำพีธีกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

        จนกระทั้งคืนถัดมา “ปกติผมจะเล่นคอมในห้องทำงานของพ่อ เพราะพ่อแม่ไม่อนุญาตให้มีคอมในห้องส่วนตัว ซึ่งโต๊ะคอมเนี่ยติดกับผนังและผนังจะมีกระจกใสบานใหญ่ๆติดอยู่ มองทะลุไปจะเห็นห้องรับแขกด้านนอก เวลาจะขึ้นนอนก็ต้องเดินออกจากห้องทำงานเพื่อไปยังห้องรับแขก แล้วเลี้ยวซ้ายเพื่อขึ้นบันไดไปยังห้องนอนชั้นสอง คืนนั้นทุกคนในบ้านขึ้นนอนหมดแล้ว ผมนั่งเล่นคอมตามปกติ  ตอนนั้นน่าจะประมาณห้าทุ่มครึ่ง ผมมองทะลุกระจกใสไปยังห้องรับแขก แล้วก็เห็น... ชุดเดรสสีขาวลอยผ่านหน้าไป ผมก็แบบ เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น นั่นอะไร ห้องรับแขกมีชุดเดรสสีขาวลอยผ่านไป มีแต่ชุดเดรสไม่มีหัว อืม... ตอนแรกก็ไม่คิดอะไรคิดว่าตัวเองคงหลอนเองมั้ง เลยปิดคอมไปนอน”

       พีทเล่าว่าจากคืนแรกที่เจอแล้วก็ยังเจอติดกันอีกสองคืน และเมื่อคืนที่สอง “คืนที่สอง ผมเห็นหัว... เห็นก้อนกลมๆบางอย่างลอยผ่านไป เห็นแต่หัว ผมก็เริ่มฉิบหายแล้วทำไงดี มั่นใจเลยอะว่ามันใช่หัวแน่ๆ เป็นหัวผู้หญิงผมยาวๆ พอไปบอกพ่อแม่เค้าก็คิดว่า อาจเป็นแสงสะท้อนจากที่ห้อยซีดีหลังบ้านก็ได้ แต่เราว่ามันไม่ใช่ มันกลมมากแล้วมันเป็นเชปอย่างนั้นเลยอะ เราว่ามันใช่แน่นอนอะ คืนนั้นก็ปิดคอมแล้วขึ้นไปนอนเลยอะ ขอไม่ยุ่งด้วยละ”
“วันที่สาม เดินออกไปนอกห้อง ไปเข้าห้องน้ำผ่านโต๊ะกินข้าว คราวนี้เห็นทั้งตัวเลย เป็นผู้หญิงผมยาวมาก ยาวถึงเอวเลยใส่ชุดเดรสสีขาว ผิวเหี่ยวๆนิดนึง น่าจะอายุ 30 กว่าๆได้  เค้ายืนอยู่ตรงโต๊ะกินข้าว แล้วก็มองมา ผมก็เดินเข้าห้องน้ำไป คืนนั้นผมกลัวชิบหายเลย แต่พอเดินออกมาจากห้องน้ำก็ไม่เจออะไร เลยกลับเข้าห้องทำงานไปสวดมนต์ แล้วก็ถามว่าต้องการอะไรดังมาก คือตอนนั้นกลัวมากไม่ไหวแล้ว พูดดังมากว่าออกไปเหอะ ไม่ได้อยากทำอะไรแล้ว จนพ่อแม่ตื่นลงมาถามว่าเป็นอะไร ก็บอกว่าเจอผี เขาก็ไม่เชื่อ แต่ปรากฏว่าวันถัดมามียันต์มาแปะหน้าบ้าน แม่คงไปขอจากที่วัดมาแปะ หลังจากนั้นก็ไม่เห็นอีก นี่ก็คือหนึ่งในเรื่องที่เคยเจอจะๆ” พีทเล่าอีกว่านอกจากเหตุการณ์นี้ที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว นอกนั้นก็เป็นความรู้สึกมากกว่า เช่น รู้สึกเหมือนมีคนมาบีบมือ กดหลัง ทั้งๆที่อยู่คนเดียว เป็นต้น พีทยังเชื่ออีกว่าการที่เขาจะมาปรากฏตัวให้เห็นได้นั้น เขาอาจจะจำเป็นต้องแลกกับอะไรบางอย่าง เพียงเพื่อต้องการมาเตือนสติเราก็เป็นได้

       จากเหตุการณ์ทั้งสองข้างต้นนั้นทำให้ได้รู้ว่า สิ่งที่เราไม่เห็นนั้นเราจะฟันธงไปเลยว่าไม่มีก็ไม่ได้ เพราะเราเพียงแค่ไม่เห็น แต่ไม่ใช่ว่าสิ่งนั้นไม่มี ถึงแม้เรื่องราวเหล่านี้จะมีเพียงคนส่วนน้อยที่สัมผัสได้ แต่ก็ถือว่ามี เพราะคงไม่มีใครที่เจตนาจะโกหก แต่ถึงกระนั้นก็คงเป็นได้เพียงการใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลมาตัดสิน เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาหลักเกณฑ์ใดๆมาพิสูจน์ได้ ถ้าไม่ได้พบเจอประสบการณ์ตรง แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่ได้พบเจอกันง่ายๆ บางคนอยากเจอมากอยากพิสูจน์ว่ามีจริงหรือไม่ แต่ก็ไม่เคยเจอ ในขณะที่บางคนไม่ต้องพยายามอะไรกลับพบเจอบ่อยจนชินชา จนถูกเรียกว่าเป็นมนุษย์พิเศษ หรือมีสัมผัสที่ 6 ทั้งๆที่ไม่ได้เต็มใจ

       บางทีเขาเหล่านั้นอาจจะเพียงแค่ต้องการบอกอะไรบางสิ่งกับผู้พบเห็น อาจจะต้องการบอกเรื่องราว หรือเหตุร้ายต่างๆที่อาจจะกำลังเกิดขึ้น หรืออาจแค่มาขอให้เราช่วยเหลืออะไรสักอย่างหนึ่งก็ได้ ดังที่ชาวพุทธเชื่อกันว่ามาขอส่วนบุญ เพราะยังไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้ แม้จะตัดสินไม่ได้ว่าเหตุการณ์ลี้ลับเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็เป็นเครื่องช่วยเตือนสติ ให้เรารู้จักทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ให้ประมาทใจในการทำสิ่งต่างๆ

###

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เอนทรี่ที่4

เป็นคนนึงที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเขียนอะไรดีๆออกมาได้
แต่ก็รู้สึกอยากเขียนอะไรซักอย่างมาก อยากเขียนอะไรยาวๆได้บ้าง 
จริงๆก็ไม่ได้จำเป็นว่าเขียนยาวๆแล้วจะดี 
แต่การเขียนยาวๆเหมือนเราได้ปลดปล่อยสิ่งที่เราคิดออกไปได้มาก

เมื่อก่อนสร้างบล๊อคไว้ตั้งมากมายหลายอัน แต่ไม่เคยอัพได้เกิน 3 เอนทรี่เลย (ทำไมวะ?)
เอนทรี่นี้คือเอนทรี่ที่ 4 อันแรกในชีวิต - - ปรบมือ.... 
เอนทรี่นี้จะเป็นเอนทรี่ระบายความในใจอันแรกด้วย
คนที่อัพบล๊อคได้ยาวๆ นี่เค้าเริ่มกันยังไง เค้าทำกันยังไง ใช่ที่กุกำลังทำอยู่มั้ยนะ

ช่วงนี้เป็นอีกช่วงชีวิตหนึ่ง ที่ความหน่วงเข้ามาเยี่ยมเยียนอีกแล้ว
จะเดินหน้าทำอะไรก็ลำบาก อยากถอยหลังก็ถอยกลับไม่ได้ 
เหมือนหยุดความต้องการของตัวเองไม่ได้ แต่ก็คว้าสิ่งนั้นมาไว้ไม่ได้อีกเหมือนกัน
ต้องติดอยู่กับความอึดอัดอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไหร่

บางทีก็กลัวใจตัวเองเกินไป
ความโลภนี่แหละที่น่ากลัวที่สุด
มันค่อยๆทำให้เราอ่อนแอลงเรื่อยๆ 
จากที่ตอนแรกก็ไม่ได้มีความเข้มแข็งอะไรอยู่แล้วด้วย
ยิ่งโตแทนที่จะเข้มแข็งขึ้น แต่กลับอ่อนแอลงเรื่อยๆด้วยซ้ำ

เพราะไม่เคยรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้ตัวเราพอใจที่สุด ไม่เคยหาสิ่งนั้นเจอ 
ก็เลยเกิดความทุกข์อยู่เรื่อยๆ นี่ก็คือผลจากความโลภหรือ
คอยแต่เฝ้าหาสิ่งที่จะมาเติมเต็มความต้องการของชีวิตไม่มีที่สิ้นสุด
ถึงจะพยายามปลงเท่าไหร่ แต่ใจก็ยังเป็นทุกข์ไม่จบสิ้นอยู่ดี
ได้แต่หวังว่าซักวันจะค้นพบสิ่งที่ใจต้องการจริงๆเจอ

หรือเพียงแค่หยุดความคาดหวังที่มากมายเกินไป และยอมรับกับความผิดหวังให้มากขึ้น
จะช่วยให้พ้นจากวังวนความอ่อนแอนี้ได้บ้างมั้ย

เฮ้อออ พูดง่ายยยย แต่ทำยากเกิ๊น

(เวิ่นได้ใจจริงๆ แต่ก็ยังไม่ยาวเท่าไหร่ แมร่งได้แค่นี้จริงๆ)





วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การวิเคราะห์ทัศนะธาตุ (Element of Art)

ไม่มีไรอัพจริง เลยย้ายงานที่เคยอัพไว้จากบล๊อคเก่าที่ exteen มาไว้ที่นี่แทนค่ะ เพราะบล๊อคนี้ใช้ง่ายกว่า 555 

อันนี้เป็นการบ้านให้เขียนบทวิเคราะห์ทัศนะธาตุที่ลงทุนนั่งเทียนเขียนขึ้นมา อิอิ ก็ไม่ขนาดนั้น มีแหล่งอ้างอิงอยู่ค่ะ บวกกับเนื้อหาที่ได้เรียนมา แต่ก็พยายามใช้ภาษาของตัวเองมากที่สุด ไม่ได้ยาวอะไรมาก แต่ก็นั่งงมโข่งอยู่เป็นวัน ORZ
เป็นการบ้านวิชาศิลปะเพื่อการสื่อสาร ของคณะวารสารศาสตร์ฯ ทำไว้เมื่อปี 2554 คะแนนที่ได้มา 7 คะแนน (- - ดีใจมากกก)
เอาไปใช้อ้างอิงได้ค่ะ สำหรับใครที่ต้องเรียนวิชานี้ แต่ถ้าทำจริงแนะนำให้วิเคราะห์แบบจัดเต็มกันไปเล้ยยยย
จะดีใจมากถ้าบทวิเคราะห์นี้เป็นประโยชน์กับคนที่ต้องเรียนวิชานี้
ถ้านำไปใช้ที่ไหนก็รบกวนให้เครดิตกันซักนิดนะคะ พลีสสสสส ><

“Spring in the Country”





ศิลปิน : แกรนต์ วูด (Grant Wood)

เทคนิคผลงาน : จิตรกรรม

ขนาดผลงาน : 25” x 27”   
ปีที่สร้าง : 1941


วิเคราะห์ทัศนะธาตุ 
เส้น – มีการใช้เส้นโค้งเป็นส่วนมาก ประกอบกับเส้นอื่นๆเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็น เส้นทางเดิน เนินเขา ก้อนเมฆ ใบหน้า และลำตัวของคน ต้นไม้ และสัตว์ ส่วนเส้นตรง เช่น ลำต้นของต้นกล้า กิ่งไม้ ท่อนแขนและลำตัวของคน อีกทั้งยังมีการใช้เส้นเฉียง เส้นนอน และเส้นตั้งด้วย ซึ่งให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป  นอกจากนั้นยังสามารถรับรู้ได้ถึงเส้นโดยนัยที่เชื่อมต่อกันระหว่างองค์ประกอบต่างๆในภาพด้วย
รูปร่าง รูปทรง – มีการแสดงรูปร่างของมนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ ดอกไม้ สิ่งของสิ่งก่อสร้างต่างๆ และก้อนเมฆ ได้อย่างกลมกลืนและสัมพันธ์กัน และเป็นรูปทรงที่เลียนแบบจากธรรมชาติ โดยการใช้รูปร่างแบบ 2 มิติ แต่มีการใส่แสงเงาให้เป็น  มิติลวงแบบ 3 มิติให้กับรูปภาพ ทำให้ดูมีมวล และมีปริมาตร สามารถจับต้องได้มากขึ้น
น้ำหนัก และ แสงเงา – มีการกระจายน้ำหนักของแสงเงาให้เท่าเทียมและเลื่อนไหลไปทั่วทั้งภาพ ทำให้ภาพดูสว่าง และดูเบา โดยเป็นแสงที่อ่อนๆส่องมาจากด้านขวาบนของภาพ ทำให้เงาของวัตถุในภาพทอดไปทางด้านซ้าย เป็นการสร้างบรรยากาศให้คล้ายกับแสงจากดวงอาทิตย์  เน้นการสร้าง ความไกล ลึก และน้ำหนักของสีที่ต่างกันของภาพ ไม่เน้นการสร้างมิติที่ 3 และมวลให้กับวัตถุมากนัก
สี – มีการกำหนดสภาพสีส่วนรวมเป็นสีในวรรณะเย็น ได้แก่ สีเขียว สีฟ้า สีน้ำเงิน และสีขาว และยังถือเป็นการจัดโครงสีแบบกลมกลืนกัน โดยใช้สีแบบ พหุรงค์ หรือหลายสี แต่เป็นสีที่อยู่ในตระกูลเดียวกันคือตระกูลน้ำเงิน   มีการใช้สีโทนร้อน เช่น สีแดง ส้ม เหลือง แซมเล็กน้อยเพื่อทำให้ภาพมีความหลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น  และใช้สีน้ำตาลและเทา ซึ่งเป็นสีในวรรณะกลาง มาช่วยให้ภาพดูกลมกลืนขึ้น  อีกทั้งมีการทำให้สีดูอ่อนลงหรือเข้มขึ้นโดยการเพิ่มแสงและเงาในภาพ
พื้นผิว – ไม่เน้นในเรื่องของพื้นผิวมากนัก เนื่องจากสังเกตได้ไม่ชัดเจน และพื้นผิวมีความใกล้เคียงกันทั่วทั้งภาพ คือมีลักษณะเรียบๆคล้ายกัน ทำให้ไม่สามารถระบุลักษณะพื้นผิวได้ชัดเจนนัก มีเพียงบางวัตถุที่มีการแสดงพื้นผิวเล็กน้อย เช่น ก้อนเมฆพุ่มใบไม้ และ ลักษณะตะกร้า เท่านั้น


สิ่งที่สามารถรับรู้ได้และวิธีการที่ใช้ 
ด้านเนื้อหา – ภาพข้างต้นให้ความหมายถึงการทำการเกษตร และมีจุดมุ่งหมายที่จะสื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ความอุดมสมบูรณ์ และการทำไร่ทำสวนในฤดูใบไม้ผลิ ให้ความรู้สึกถึงชีวิตที่เริ่มต้นใหม่ การจริญเติบโต ความสดชื่น สบายตาเมื่อต้นไม้ ดอกไม้ ออกดอก ออกใบ อีกทั้งให้ความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวช้าๆ การพักผ่อน ความสงบเงียบ ความกว้างไกลของท้องทุ่ง และเป็นการแสดงถึงความงดงามของชีวิตชนบท ความเรียบง่ายของคนในสมัยนั้น
ด้านรูปร่าง และรูปทรง – การใช้รูปร่างรูปทรง เส้น ปริมาตร สี และพื้นผิว ข้างต้นมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ โดยการใช้รูปร่างรูปทรง ที่เลียนแบบจากธรรมชาติและประสานกับเนื้อเรื่อง    
 มีการใช้เส้นโค้งโดยแสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่อง และอ่อนนุ่ม สบายตา สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และแสดงการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เช่นก้อนเมฆ และพุ่มต้นไม้ ส่วนเส้นตรงในภาพแสดงให้เห็นถึงความมั่นคง จริงจัง เช่น ลำต้นของต้นกล้า กิ่งไม้ ท่อนแขนและลำตัวของคน อีกทั้งยังมีการใช้เส้นเฉียง เส้นนอน และเส้นตั้งด้วย โดยเส้นเฉียงแสดงให้เห็นถึง ความเคลื่อนไหว การเคลื่อนที่ การขยับร่างกาย  เส้นนอนแสดงให้เห็นความเงียบสงบ ผ่อนคลายของทุ่งกว้าง และเส้นขอบฟ้า และเส้นตั้งให้ความรู้สึก นิ่ง สงบ มั่นคง แข็งแรง แสดงถึงการเติบโตของต้นไม้ เป็นต้น นอกจากนั้นยังสามารถรถรับรู้ได้ถึงเส้นโดยนัยที่เชื่อมต่อกันระหว่างองค์ประกอบต่างๆในภาพ ทำให้รู้สึกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วย
มีการใช้น้ำหนักและแสงเงา ที่แสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นของแสงแดด และร่มเงาจากต้นไม้ และทำให้ภาพมีความสว่างสดใสสมกับเป็นฤดูใบไม้ผลิ และสร้างความสมจริงให้กับวัตถุต่างๆ ให้เกิดมวลและปริมาตร รวมถึงสร้างระยะใกล้ไกลให้กับภาพ
มีการใช้สีที่แสดงถึงความสงบร่มรื่น สดชื่นสบายตา และความอุดมสมบูรณ์เช่น สีเขียว สีฟ้า และแสดงถึงความนุ่มนวลเรียบง่าย เช่นสีขาว  รวมถึงการไล่น้ำหนักของสีที่ต่างกัน ทำให้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนไหวที่มีความสมจริง
มีการใช้พื้นผิวของภาพที่สัมพันธ์กันคือ การวาดพื้นผิวของพุ่มไม้ และก้อนเมฆ ทำให้รู้สึกถึงความอ่อนนุ่ม และเบาสบาย  พื้นผิวของต้นหญ้าให้ความรู้สึกเรียบ ไม่ขรุขระ ไม่มีอุปสรรค แสดงถึงการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เป็นต้น


วิธีการสร้างเอกภาพในภาพ – ใช้ความใกล้ชิด คือ มีการจัดวางองค์ประกอบที่คล้ายกันให้อยู่ใกล้กัน และใช้องค์ประกอบรูปร่างเดียวกัน เช่น กลุ่มต้นกล้า ดอกไม้ กลุ่มสัตว์ กลุ่มคน บ้านต่างๆ และการใช้สีที่เป็นโทนเดียวกันทำให้เกิดความใกล้เคียงและให้ความรู้สึกเดียวกัน   ใช้การซ้ำของวัตถุ คือ มีการซ้ำของหน่วยที่เหมือนกันตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง เช่น การซ้ำต้นกล้า สัตว์ ดอกไม้ รวมถึงเนินเขา และก้อนเมฆ ให้มีจำนวนมากๆ เป็นต้น และใช้ความต่อเนื่อง คือ การจัดให้องค์ประกอบดูเป็นระเบียบ มีการวาดทางเดินจากบ้านหลังหนึ่งไปยังอีกหลังหนึ่งที่เชื่อมถึงกัน และการจัดวางต้นกล้าที่เป็นเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ
วิธีสร้างความกลมกลืน – มีการใช้เส้นโค้งเป็นส่วนหลักในภาพ ทำให้เกิดความเชื่อมต่อกัน และเป็นการทำให้เกิดการซ้ำ    อีกทั้งมีการสร้างตัวกลางขึ้นเช่น การใช้สีเทามาช่วยประสานระหว่างสีขาวและดำ และการไล่น้ำหนักสีจากอ่อนไปเข้ม ทำให้ภาพดูกลมกลืน ไม่ขัดแย้งจนเกินไป
วิธีสร้างความหลากหลาย – มีการแทรกความขัดแย้งเข้าไปในภาพเล็กน้อย โดยการใส่ผลไม้สีแดงเข้าไปในภาพ และการใส่วัตถุที่มีสีตัดกับสีส่วนใหญ่ของภาพเข้าไปเล็กน้อย รวมถึงการใช้เส้นที่เป็นเส้นตรงและเส้นเฉียงเพิ่มในภาพเช่น ต้นไม้ที่ตั้งตรง การขึงเชือกเพื่อเรียงต้นกล้า ซึ่งเป็นการทำให้ภาพดูหลากหลาย และไม่น่าเบื่อ
วิธีสร้างจุดเด่น – จุดเด่นของภาพคือ รูปคนกำลังทำสวน ซึ่งถือเป็นส่วนประกอบหลักมีสัดส่วนประมาณ 30% ของทั้งภาพ และมีการใช้การเน้นโดยวางตำแน่งของจุดเด่นไว้ด้านใดด้านหนึ่งของภาพแต่อยู่ในระยะหน้าทำให้เกิดเป็นจุดเด่น อีกทั้งมีการสร้างมิติลวงของภาพให้เกิดความลึก จึงทำให้สิ่งที่อยู่ด้านหน้าของภาพมีขนาดใหญ่และโดดเด่นกว่าสิ่งที่อยู่ไกลออกไป
วิธีสร้างดุลยภาพ – ภาพข้างต้นมีการทำให้เกิดความสมดุลขององค์ประกอบต่างๆ โดยการใช้ดุลยภาพแบบอสมมาตร คือวางส่วนประกอบต่างๆกระจายตัวอย่างอิสระทั่วทั้งภาพ แต่มีการเฉลี่ยน้ำหนักของการวางให้สมดุลกัน เช่น การวางสิ่งที่มีขนาดเล็กไว้ริมขอบภาพและวางสิ่งที่มีขนาดใหญ่ไว้เกือบๆกึ่งกลางภาพ และการกำหนดพื้นที่มีสีเข้มให้มีขนาดเล็กกว่าพื้นที่มีสีอ่อน และแทรกด้วยวัตถุที่มีสีอ่อนในพื้นที่สีเข้ม ก็เป็นการสร้างสมดุลให้กับรูปภาพได้เช่นกัน
วิธีสร้างจังหวะและการเคลื่อนไหว – มีการสร้างจังหวะโดยการซ้ำของสิ่งที่เหมือนกัน และมีบริเวณว่างแสดงระยะห่างที่เท่าๆกัน ซึ่งทำให้เกิดความต่อเนื่องของจังหวะด้วย และมีการสร้างความเคลื่อนไหวลวงตาโดยการ แสดงท่าทางการกระทำของวัตถุเช่นคน และสัตว์
ขนาดและสัดส่วนในภาพ – จุดเด่นของภาพมีขนาดใหญ่ที่สุด และส่วนประกอบอื่นๆ มีขนาดลดหลั่นกันลงมา ซึ่งวัตถุขนาดใหญ่จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจได้มาก และเป็นสิ่งที่ผู้วาดให้ความสำคัญและต้องการนำเสนอ ในที่นี้คือ หญิงสาวในภาพที่กำลังทำสวนอยู่เป็นจุดสำคัญที่สุดในภาพ  ผู้ชาย ต้นไม้ ก้อนเมฆ ดอกไม้ และอื่นๆเป็นส่วนประกอบรองลงมาจึงมีขนาดเล็กกว่า  ส่วนสัดส่วนของวัตถุแสดงให้เห็นถึงความกว้างของพื้นที่ว่าง เหลือพื้นที่หรือspace ในภาพเยอะจึงทำให้เกิดความรู้ สึกผ่อนคลาย กว้างขวาง  ไม่แออัด
ที่ว่างและมุมมอง – มีการสร้างที่ว่างลวงตาขึ้น ให้ความรู้ถึงความกว้าง ยาว ลึก เหมือนจริง แต่ไม่สามารถสัมผัสได้จริง โดยการลดขนาดของวัตถุลงเรื่อยๆ เมื่ออยู่ไกลขึ้นทำให้เห็นเป็นเส้นทแยงมุม  ใช้การทับซ้อนกันของวัตถุในภาพด้วยเช่น ก้อนเมฆ ทำให้รู้ว่าวัตถุใดอยู่ด้านหน้าวัตถุใดอยู่ด้านหลัง รวมถึงสีและเส้นรอบนอกของสิ่งที่อยู่ไกลจะดูเบาบางและชัดเจนน้อยกว่าสิ่งที่อยู่ใกล้   ส่วนมุมมองของภาพ มีการใช้จุดรวมสายตาสองจุด เนื่องจากเป็นภาพทัศนียภาพที่พบเห็นได้ทั่วไป และให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการใช้ Open Frame คือการตัดส่วนที่ควรปรากฏของภาพออกไปจากขอบภาพ ทำให้สามารถจินตนาการถึงสิ่งที่โดนตัดออกไปมากขึ้น มีความน่าสนใจมากขึ้น


ประเมิณผลงาน 
สิ่งที่ต้องการสื่อสาร – รูปข้างต้นสามารถสื่อให้เห็นถึงฤดูใบไม้ผลิ ความเรียบง่ายของวิถีชีวิตชาวชนบท ความผ่อนคลาย และความงดงามของฤดูใบไม้ผลิได้มาก จากวิธีการต่างๆที่ใช้ประกอบกันมีความสัมพันธ์กัน ทำให้สามารถสื่อออกมาได้รูปแบบเดียวกัน และทำให้เข้าใจจุดมุ่งหมายหลักที่ต้องการสื่อสารได้โดยง่าย อีกทั้งการจัดวางองค์ประกอบต่างๆก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม ให้ความรู้สึกกลมกลืน สมดุล และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีจุดเด่นที่ชัดเจน และมีเอกภาพ ทำให้การนำเสนอจุดมุ่งหมายดังกล่าว ประสบความสำเร็จได้อย่างดี
วิธีการที่ใช้สื่อสาร – วิธีการที่ใช้ก็สามารถสื่อสารสิ่งที่ต้องการนำเสนอได้อย่างดี เช่นการใช้ เส้น รูปทรง ปริมาตร สี แสงเงา พื้นผิว สามารถแสดงให้เห็นถึงความผ่อนคลาย ความไม่เป็นทางการ ความสดชื่น อุดมสมบูรณ์ และบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิในชนบทได้เป็นอย่างดี แต่อาจมีการตัดทอนรูปทรงของวัตถุอยู่บ้างทำให้ภาพขาดความสมจริงไปบางส่วน เช่นตัวคน หรือการใช้สีและพื้นผิวที่ไม่ใกล้เคียงกับความจริงและไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คาดเคลื่อนได้ แต่โดยภาพรวมถือว่าประสบความสำเร็จได้อย่างดีเช่นกัน


อ้างอิงข้อมูลและรูปภาพจาก



วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Narimiya' s drama (no spoiled)

ช่วงนี้ได้ดูหนังที่นาริมิยะ (narimiya hiroki) เล่นอยู่ 2เรื่อง เหลืออีกหลายเรื่องมากที่ยังไม่ได้ดู คนอะไรเล่นหนังเยอะเว่ออ  ไว้จะมารีวิวเรื่อยๆจ้ะ (อย่าเรียกว่ารีวิวดีกว่า มาเวิ่น หิหิ)
นอกจาก Bloody Monday ทั้งสองภาคแล้ว(ที่ทำให้หลงชอบนาริเข้า)  ก็มี

เรื่องแรก


Yangee-kun to megane-chan   นายโจ๋ตัวร้ายกับยัยแว่นแอ๊บใส
มีทั้งหมด สิบกว่าตอน
อ่านการ์ตูนมาพอรู้ว่านาริเล่นต้องรีบหามาดู
เรื่องนี้จากที่อ่านการ์ตูนมา 3 เล่ม แอบคิดว่า จะสนุกหรอ ไม่น่าจะสนุก จริงๆการ์ตูนก็เนื้อเรื่องดีนะ แต่มุขอาจแป้กไปในบางที แม้คาแรคเตอร์ตัวละคร พระเอก นางเอกจะผ่าน
พอทำเป็นหนัง พระเอกให้ผ่านอยู่แล้ว (ไม่ได้ลำเอียงอะไรหรอกเนอะ) นางเอก แรกๆเฉยๆ ดูๆไปน่าร้ากกกอะ เท่ด้วย
ตอนแรกคิดว่าจะดูผ่านๆ พอได้ส่องๆ มิยะ แต่ดูไปได้2-3 ตอน มารู้ตัวอีกที อ้าวจะจบแล้วนิ คืออะไร 
ช่วงแรกๆจะน่าเบื่อนิดนึง เพราะไม่มีไคลแมกซ์เอาเท่าไหร่ หรือเพราะรู้จากการ์ตูนอยู่แล้วไม่รู้ แต่ประมาณตอนที่4 ไม่ได้อ่านการ์ตูนเลยไม่รู้ว่าเนื้อเรื่องเหมือนในการ์ตูนมั้ย แต่คิดว่าไม่น่าจะเหมือน
เพราะน่าจะพยายามทำออกมาให้เหมาะกับละคร จึงเน้นอารมณ์ตัวละครมากเป็นพิเศษ นี่แหละความพิเศษของการเอาการ์ตูนมาทำเป็นละคร
เนื้อเรื่องเน้น มิตรภาพของเพื่อนเป็นส่วนมาก แต่ชอบที่เน้นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของวัยรุ่นด้วย ให้ข้อคิดหลายอย่างเหมือนกัน แถมด้วยฉากเรียกน้ำตาหลายฉาก T-T เวอร์ชั่นละคร สื่อถึงความคิดของตัวละครไว้เยอะมาก ทำให้อยากกลับไปอ่านการ์ตูนต่อมาก ได้เห็นความคิดหลายๆด้านของตัวเอก ทำให้รู้สึกอินตามดีมาก ตัวละครทุกตัวที่ออกมาก็มีบทบาท มีเรื่องราวของตัวเอง ชอบจัง อยากให้ละครไทยทำหนังที่ให้ข้อคิด แนวทางในการดำเนินชีวิตกับวัยรุ่นมาเยอะๆบ้าง
เรื่องนี้นาริ ไม่ค่อยยิ้มเลยง่ะ ยิ้มก็ยิ้มแบบแยงกี้ 555 (ก็มันเป็นแยงกี้นี่นะ) แต่ก็ได้เห็นในมุมเครียดๆและจริงจังอยู่บ้าง จริงๆอายุอานามก็เลยวัยมัธยมไปมากแล้ว แต่ก็ยังทำให้คนดูอินได้อยู่ บางครั้งก็แอบรู้สึกทำไมหน้าแก่จัง 555555  แต่ไม่เป็นไรแค่ยิ้มก็ได้ใจไปแระ เอิ๊กๆ
เรื่องนี้ดูเพลินๆดีค่ะ แต่ได้อะไรเยอะกว่าการดูเพลินๆอีกนะ

ลองตามไปดูกันได้ค่ะ จิ้มๆ - credit doo-series



เรื่องสอง
Ima Ai Ni Yukimasu (Be With You)


Title: いま、会いにゆきます / Ima Ai ni Yukimasu 
Also Known As: Be With You / I'm coming to see you now 
Episodes: 10 
Genre: Romance, human renzoku 
Air time: Sunday 21:00 
Viewership ratings: 11% 
Broadcast network: TBS 
Broadcast period: 2005-July-3 to ? 
Theme Song: Kizuna by Orange Range  
เรื่องย่อ :
ถ้า ฉันตายไป..ปีหน้าในวันที่ฝนตก...เราจะได้พบกันอีก นั่นคือ สัญญาที่มิโอะให้ไว้ กับสามีและลูกชายซึ่งเป็นที่รัก และเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนพวกเขาก็ไปรอในป่าเพราะคิดว่า ยังไงแล้วมิโอะก็คงไม่กลับมาหรอก จะเป็นไปได้ยังไงกันที่จะกลับมา แต่แล้วกลับมีผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนกับมิโอะราวกับเป็นคนๆเดียวกัน แต่เธอกลับจำอะไรเกี่ยวกับพวกเขาไม่ได้เลย พวกเขาจึงพาเธอกลับบ้าน และเริ่มกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้งนึงแต่ฤดูฝนจะยาวนานแค่ไหนกัน ........ถ้าเคยดูเวอร์ชั่นภาพยนต์มาแล้ว แนะนำให้ดูเวอร์ชั่นซีรีย์ด้วยครับ เพราะมีรายละเอียดเยอะกว่าและทำได้ซึ้งกว่ามากนัก 


มีทั้งหมด 10 ตอน พล๊อตเรื่องดูเว่อร์มาก มันจะเป็นไปได้ยังไง ตายไปแล้วจะกลับมาได้ไง 
เรื่องนี้ทำออกมาทั้งเวอร์ชั่นละครและภาพยนตร์ ไม่ได้ดูเวอร์ชั่นภาพยนตร์ค่ะ
ได้ดูภาคซีรี่ย์การดำเนินเรื่องดีมากกกกกกก ไม่รู้สึกขัดเลย นักแสดงแต่ละคนเล่นอินมาก ทำให้คนดูอินตามได้ง่ายๆเลยอะ นอกจากเป็นหนังที่เรียกนำตาคนดูทุกตอน ตอนละหลายรอบแล้ว ก็ให้ข้อคิดอย่างเยอะ สื่อถึงสายสัมพันธ์ของครอบครัว เป็นสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากก เชื่อว่าดูแล้วรักครอบครัวกันมากขึ้นแน่ๆ และที่สำคัญ หลงนาริหัวปักหัวปำไปเรียบร้อยแล้วจ้า กับบทคุณพ่อและสามีที่รักครอบครัวโคตรๆ แถมใจดีมากอ้ะ เป็นบทที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นาริเล่น ปกติเล่นแต่บทร้ายๆกวนๆ แต่ก็แสดงได้เข้าถึงบทมาก แสดงให้เห็นถึงความรักของผู้ชายคนนึง ความทุ่มเทที่มีให้กับครอบครัว (ใครจะไม่รักลงฟระ) และการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆของผู้ชายที่ไม่ได้เลิศเลอ >< แถมได้เห็นนาริแสดงสีหน้าหลายแบบ ที่ไม่เคยเห็นจากบทอื่นๆ หลงหนักเลยจ้า 555 แต่แอบรู้สึกว่าเรื่องนี้นาริผอมจัง ตรงข้ามกับเรื่องข้างบน 555
จะไม่ได้เห็นนาริทำหน้าเหมือนเรื่องข้างบนนะจ๊ะ 
เวิ่นเยอะไปแระกลับมาที่หนัง นอกจากพล๊อตหลักที่เกี่ยวกับครอบครัวแล้ว ก็ยังมีพล๊อตรองๆอีกหลายอัน การดำเนินชีวิตของคนที่ไม่ได้อยู่ในเมือง ได้เห็นความคิดของตัวละครทุกตัวอีกแล้ว และเป็นอีกเรื่องที่ตัวละครทุกตัวเป็นคนดี ไม่มีตัวร้ายค่ะเรื่องนี้ และนอกจากพระเอกแล้ว นางเอกก็เล่นได้ดีมากเหมือนกันค่ะ เป็นแม่ที่รักลูก และภรรยาที่รักสามีมาก แม้จะความจำเสื่อม
ตอนจบมีการเฉลยเนื้อเรื่องทั้งหมด ทำเอาอึ้งไปได้อีก และบ่อน้ำตาแตกไปอีกรอบ โดยรวมสนุกมากกก เสียดายเรตติ้งรวมแค่ 11% แต่จริงๆส่วนใหญ่ก็เนื้อเรื่องก็เป้นดราม่ามากกว่า ไม่รู้ว่าคนทำโรคจิตรึป่าว คาดว่าคงกะให้คนดูสำลักน้ำตาตายไปเลย ใครไม่ร้องไห้ให้ตบค่ะ 5555555 แต่ทำให้รู้สึกอยากมีครอบครัวที่รักและคอยให้กำลังใจซึ่งกันและกันเวลามีอุปสรรคแบบนี้บ้าง T-T
ใครมีเวลาลองมาเอาไปดูกันนะคะ วันเดียวก็จบ พร้อมน้ำตาที่ท่วมหน้าคอม ^^ แต่รับรองว่าได้อะไรแน่นอน 

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เอนทรี่แรก




การเริ่มต้นแม้จะยากแต่ไม่มีคำว่าสายเกินไป


Pink light by blingduck