คุณเคยไหม
ที่จู่ๆนั่งอยู่ก็รู้สึกเหมือนมีพลังงานอะไรบางอย่างเคลื่อนที่ผ่านจนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
เคยไหมที่พบเห็นอะไรบางสิ่งหรือใครบางคนที่ไม่น่าจะมาปรากฏตัวให้เห็นได้ หรือเคยไหมที่ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่ดังมาจากที่ไหนซักแห่ง
ทั้งๆที่บริเวณนั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอยู่ ประสบการณ์ลี้ลับที่รอคอยการพิสูจน์ แม้จะพยายามใช้เหตุผลตามหลักการทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายเพียงใด
ก็ยังไม่สามารถตอบข้อสงสัยเหล่านี้ได้ทั้งหมด กับประสบการณ์ที่คนที่ไม่เคยรับรู้
ไม่เคยสัมผัสด้วยตัวเองมาก่อนอาจจะไม่เชื่อ และไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร
แต่กับคนที่เคยมีประสบการณ์นั้นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เชื่อแล้วว่ามีจริง” แม้เราจะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวประเภทนี้มาบ้าง
แต่น้อยคนที่จะเคยได้สัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ
จากการที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวประเภทนี้มาบ้าง
ก็พบว่าแต่ละคนนั้นพบเจอมาหลายรูปแบบ
ในขั้นธรรมดาทั่วไปก็อาจจะแค่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่รอบๆตัว
มีความรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่คนเดียวทั้งๆที่อยู่คนเดียว
หรืออาจจะได้ยินเสียงแปลกๆบางอย่าง ที่พยายามบ่งชี้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเจ้าของเสียง
และถ้าจริงจังขึ้นมาอีกหน่อย อาจจะได้เห็นกันแบบเป็นรูปเป็นร่าง
เช่นอาจเห็นเป็นกลุ่มควันหรือหมอกสีขาวลอยผ่านไป
เห็นเป็นแสงไฟสีต่างๆเคลื่อนที่ได้ หรืออาจมาให้เห็นเป็นรูปร่างของคนเลยทีเดียว
ซึ่งรูปร่างของคนนั้นก็เห็นแตกต่างกันไปอีกหลายแบบตามแต่จะมาปรากฏทั้งแบบคนปกติธรรมดา
และแบบไม่ปกติธรรมดา คนที่ไม่เคยได้ยินหรือไม่เคยเห็นอาจคิดไปว่า
คนพวกนี้คิดมากไปเอง อาจจะแค่หูฝาด ตาฝาดก็ได้ ของแบบนี้จะไปมีจริงได้อย่างไร
โดยไม่คิดว่าบางครั้งคนที่เคยพบเห็นมากับตา เองก็อยากให้มันเป็นเพียงการหูฝาดตาฝาดเหมือนกัน
อยากจะลบเลือนความทรงจำเหล่านี้ทิ้งไป แต่น้อยคนนักที่จะลืมลง มันจะเป็นประสบการณ์ที่ฝั่งแน่นลงในจิตใต้สำนึกเลยทีเดียว
โดยส่วนใหญ่คนที่พบเจอแรกๆอาจจะยังไม่ค่อยเอะใจ
ว่าสิ่งที่ได้ยินได้เห็นนั้นคืออะไร มักจะเกิดอาการสับสนอยู่ครู่หนึ่ง จนได้ลองกลับมานั่งคิดวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้
เท่านั้นแหละ ขนก็ลุกซู่ขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
ถ้ายิ่งได้รับการยืนยันถึงสิ่งที่พบเห็นจากคนอื่นอีกด้วยละก็
คิดถึงเมื่อไหร่ก็ยิ่งขนพองสยองเกล้าขึ้นเมื่อนั้นเลยทีเดียว
เกริ่นมาเยอะก็อาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพ ต้องลองฟังคำบอกเล่าจากคนที่เคยมีประสบการณ์
เราลองมาอ่านเรื่องราวที่เกิดกับคนสองคนดูว่าเขาได้พบเจอสิ่งใดมา
เรื่องแรกคือ
เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสาวคนหนึ่ง เป็นหญิงสาวร่างสูงผอม ชื่อ “แอม” เป็นช่วงสมัยเรียนชั้นมัธยมปลาย
แอมเล่าว่าวันนั้นเป็นช่วงฤดูหนาวซึ่งจะมืดเร็วกว่าปกติ ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นแล้วนักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านจนหมด
เธอจัดซุ้มนิทรรศการภาษาฝรั่งเศสอยู่ภายในตึกเรียนกับเพื่อนอีก 5-6 คน ขณะที่จัดซุ้มอยู่เพื่อนคนหนึ่งชักชวนเธอไปเข้าห้องน้ำ
จึงไปด้วยกัน แอมเล่าว่า “ทางไปห้องน้ำต้องเดินผ่านระหว่างตึกสอง
จะมีทางเดินแคบๆระหว่างตึก อ้อมไปทางด้านหลังจะเจอห้องน้ำ
เรายืนรอเพื่อนเข้าห้องน้ำอยู่ด้านนอก
สักพักก็เห็นเด็กผู้หญิงใส่ชุดคอซองของโรงเรียนแวบมาด้านหลัง
เดินหายเข้าไปยังทางเดินแคบๆ เราก็ดีใจคิดว่ามีคนอยู่ดึกเหมือนกัน
เลยชะโงกหน้าตามไปดูตรงทางเดินแคบๆ ปรากฏว่าไม่มีใคร เราก็เริ่มแบบเอาล่ะสิ
รีบตะโกนเรียกเพื่อนที่เข้าห้องน้ำ บอกเราต้องรีบไปกันแล้วล่ะ ท่าจะไม่ดีแล้ว
เพื่อนก็กลัวแต่ก็ทำเป็นไม่มีอะไร” เธอบอกว่าเล่าไปขนลุกไป
“พอเดินกลับมายังห้องที่จัดซุ้ม
จัดไปได้ซักพักเพื่อนอีก 3-4
คนที่จัดซุ้มอยู่ด้านในห้องก็บอกพวกเราที่ยืนจัดอยู่หน้าห้องว่า ตะกี้เห็นเด็กผู้หญิงม.ต้น
เดินผ่านพวกเราไป ทั้งๆที่พวกเราที่จัดอยู่หน้าห้องไม่ได้รู้สึกว่ามีคนเดินผ่านเลย
เราก็แบบเฮ้ย! ไม่ได้ล่ะ อยู่ต่อไม่ได้แล้ว
ตอนนั้นยังไม่ได้เล่าให้คนอื่นฟังเรื่องที่เจอที่ห้องน้ำเลยด้วย
ยิ่งทำให้เราตกใจมาก เลยรีบเล่าให้ทุกคนฟัง แล้วก็รีบเก็บของกลับบ้านกัน
พอลงมาถึงด้านล่าง เราก็ดันอยากรู้ หันกลับขึ้นไปมอง
ก็เห็นเด็กผู้หญิงในชุดคอซอง...ค่อยๆเดินอย่างช้าๆ ผ่านหน้าห้อง 4009 ไป อุ้ย!ขนลุก ตอนนั้นในใจก็ยังเชื่อว่าอาจจะเป็นเด็กนักเรียนที่อยู่ดึกจริงๆก็ได้
จนกระทั้งม.6 ใกล้จะจบแล้ว ก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งมาถามว่า อยู่มา 6
ปีนี่เคยเจอผีกันบ้างมั้ย เราก็เกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว จนอาจารย์เล่าว่า
ที่คนอื่นเจอกันบ่อยๆก็น่าจะเป็นวิญญาณเด็กม.ต้นมาวนเวียนอยู่ตอนเย็นๆ
ส่วนใหญ่จะเจอแถวห้อง 4009 อาจารย์เล่าว่าเธอรอพ่อมารับตอนเย็น
แต่เกิดหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันตายในห้องนั้น โดยไม่มีใครรู้
เธอจึงยังวนเวียนอยู่บริเวณนั้น เรานี่ขนลุกซู่ขึ้นมาเลย
หันมามองหน้าเพื่อนที่เจอด้วยกัน เพื่อนนี่หน้าแหยเลย เพราะตอนนั้นพยายามปักใจเชื่อไปแล้วว่าเป็นคน”
นี่คือเรื่องราวประสบการณ์ลี้ลับที่แอมได้พบเจอมา
อีกคนหนึ่งที่เคยพบเจอเรื่องราวแบบนี้เช่นกันคือ
ชายหนุ่ม รูปร่างผอมบาง ใส่แว่น ชื่อ “พีท” เขาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้มีประสบการณ์พบเจอเหตุการณ์ลี้ลับด้วยตัวเอง
และเป็นคนที่เชื่อว่าเรื่องลี้ลับเหล่านี้มีอยู่จริง
พีทเล่าว่าสมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ได้เกิดสนใจเรื่องพิธีการทางไสยศาสตร์ต่างๆขึ้นมา
จึงได้ลองหาข้อมูลดูว่ามีลักษณะอย่างไร และส่วนตัวก็เป็นคนชอบเรื่องลี้ลับอยู่แล้ว
จนวันหนึ่งเกิดความอยากรู้อยากลองตามประสาวันรุ่นจึงได้ทำตามวิธีการที่ได้เรียนรู้มา
“จำได้ลางๆว่า พยายามเรียกวิญญาณมาทำอะไรสักอย่าง
ตามวิธีการเรียกวิญญาณที่ตอนนั้นได้รู้มา
แต่คิดว่าตอนนั้นคงทำวิธีการบางอย่างพลาดไปเพราะคืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมจึงไปนอนตามปกติ” พีทบอกว่าตอนนั้นไม่ได้เรียกเพื่ออยากให้มาปรากฏตัวเฉยๆ
แต่ต้องการขออะไรบางอย่างจากวิญญาณด้วย
ถึงตรงนี้พีทบอกว่าขอละไว้เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว
ถึงกระนั้นคืนที่ลองทำพีธีกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จนกระทั้งคืนถัดมา “ปกติผมจะเล่นคอมในห้องทำงานของพ่อ
เพราะพ่อแม่ไม่อนุญาตให้มีคอมในห้องส่วนตัว ซึ่งโต๊ะคอมเนี่ยติดกับผนังและผนังจะมีกระจกใสบานใหญ่ๆติดอยู่
มองทะลุไปจะเห็นห้องรับแขกด้านนอก
เวลาจะขึ้นนอนก็ต้องเดินออกจากห้องทำงานเพื่อไปยังห้องรับแขก
แล้วเลี้ยวซ้ายเพื่อขึ้นบันไดไปยังห้องนอนชั้นสอง
คืนนั้นทุกคนในบ้านขึ้นนอนหมดแล้ว ผมนั่งเล่นคอมตามปกติ ตอนนั้นน่าจะประมาณห้าทุ่มครึ่ง
ผมมองทะลุกระจกใสไปยังห้องรับแขก แล้วก็เห็น... ชุดเดรสสีขาวลอยผ่านหน้าไป ผมก็แบบ
เฮ้ย!
เกิดอะไรขึ้น นั่นอะไร ห้องรับแขกมีชุดเดรสสีขาวลอยผ่านไป
มีแต่ชุดเดรสไม่มีหัว อืม... ตอนแรกก็ไม่คิดอะไรคิดว่าตัวเองคงหลอนเองมั้ง
เลยปิดคอมไปนอน”
พีทเล่าว่าจากคืนแรกที่เจอแล้วก็ยังเจอติดกันอีกสองคืน
และเมื่อคืนที่สอง “คืนที่สอง ผมเห็นหัว... เห็นก้อนกลมๆบางอย่างลอยผ่านไป
เห็นแต่หัว ผมก็เริ่มฉิบหายแล้วทำไงดี มั่นใจเลยอะว่ามันใช่หัวแน่ๆ
เป็นหัวผู้หญิงผมยาวๆ พอไปบอกพ่อแม่เค้าก็คิดว่า
อาจเป็นแสงสะท้อนจากที่ห้อยซีดีหลังบ้านก็ได้ แต่เราว่ามันไม่ใช่
มันกลมมากแล้วมันเป็นเชปอย่างนั้นเลยอะ เราว่ามันใช่แน่นอนอะ
คืนนั้นก็ปิดคอมแล้วขึ้นไปนอนเลยอะ ขอไม่ยุ่งด้วยละ”
“วันที่สาม เดินออกไปนอกห้อง
ไปเข้าห้องน้ำผ่านโต๊ะกินข้าว คราวนี้เห็นทั้งตัวเลย เป็นผู้หญิงผมยาวมาก
ยาวถึงเอวเลยใส่ชุดเดรสสีขาว ผิวเหี่ยวๆนิดนึง น่าจะอายุ 30 กว่าๆได้ เค้ายืนอยู่ตรงโต๊ะกินข้าว แล้วก็มองมา
ผมก็เดินเข้าห้องน้ำไป คืนนั้นผมกลัวชิบหายเลย
แต่พอเดินออกมาจากห้องน้ำก็ไม่เจออะไร เลยกลับเข้าห้องทำงานไปสวดมนต์
แล้วก็ถามว่าต้องการอะไรดังมาก คือตอนนั้นกลัวมากไม่ไหวแล้ว พูดดังมากว่าออกไปเหอะ
ไม่ได้อยากทำอะไรแล้ว จนพ่อแม่ตื่นลงมาถามว่าเป็นอะไร ก็บอกว่าเจอผี เขาก็ไม่เชื่อ
แต่ปรากฏว่าวันถัดมามียันต์มาแปะหน้าบ้าน แม่คงไปขอจากที่วัดมาแปะ
หลังจากนั้นก็ไม่เห็นอีก นี่ก็คือหนึ่งในเรื่องที่เคยเจอจะๆ” พีทเล่าอีกว่านอกจากเหตุการณ์นี้ที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
นอกนั้นก็เป็นความรู้สึกมากกว่า เช่น รู้สึกเหมือนมีคนมาบีบมือ กดหลัง ทั้งๆที่อยู่คนเดียว
เป็นต้น พีทยังเชื่ออีกว่าการที่เขาจะมาปรากฏตัวให้เห็นได้นั้น
เขาอาจจะจำเป็นต้องแลกกับอะไรบางอย่าง เพียงเพื่อต้องการมาเตือนสติเราก็เป็นได้
จากเหตุการณ์ทั้งสองข้างต้นนั้นทำให้ได้รู้ว่า
สิ่งที่เราไม่เห็นนั้นเราจะฟันธงไปเลยว่าไม่มีก็ไม่ได้ เพราะเราเพียงแค่ไม่เห็น แต่ไม่ใช่ว่าสิ่งนั้นไม่มี
ถึงแม้เรื่องราวเหล่านี้จะมีเพียงคนส่วนน้อยที่สัมผัสได้ แต่ก็ถือว่ามี
เพราะคงไม่มีใครที่เจตนาจะโกหก
แต่ถึงกระนั้นก็คงเป็นได้เพียงการใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลมาตัดสิน
เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาหลักเกณฑ์ใดๆมาพิสูจน์ได้
ถ้าไม่ได้พบเจอประสบการณ์ตรง แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่ได้พบเจอกันง่ายๆ
บางคนอยากเจอมากอยากพิสูจน์ว่ามีจริงหรือไม่ แต่ก็ไม่เคยเจอ ในขณะที่บางคนไม่ต้องพยายามอะไรกลับพบเจอบ่อยจนชินชา
จนถูกเรียกว่าเป็นมนุษย์พิเศษ หรือมีสัมผัสที่ 6 ทั้งๆที่ไม่ได้เต็มใจ
บางทีเขาเหล่านั้นอาจจะเพียงแค่ต้องการบอกอะไรบางสิ่งกับผู้พบเห็น
อาจจะต้องการบอกเรื่องราว หรือเหตุร้ายต่างๆที่อาจจะกำลังเกิดขึ้น
หรืออาจแค่มาขอให้เราช่วยเหลืออะไรสักอย่างหนึ่งก็ได้
ดังที่ชาวพุทธเชื่อกันว่ามาขอส่วนบุญ เพราะยังไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้ แม้จะตัดสินไม่ได้ว่าเหตุการณ์ลี้ลับเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่
แต่อย่างน้อยก็เป็นเครื่องช่วยเตือนสติ ให้เรารู้จักทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ให้ประมาทใจในการทำสิ่งต่างๆ
###
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น