วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

The Cider House Rules : กฎเกณฑ์ชีวิตนั้น แท้จริงใครคือผู้กำหนด


สิริกานต์  กิตติลักษณวงศ์  5307611482
 



            ท่ามกลางสภาพสังคมที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม การแสดงออกพฤติกรรมทางเพศของชายและหญิงล้วนถูกค่านิยมต่างๆ ในสังคมกำหนดให้เป็นไปตามวิถีทางที่ควรจะเป็น แต่กฎเกณฑ์เหล่านั้นแท้จริงแล้วเรายอมรับและปฏิบัติตามได้จริงหรือ
            The Cider House Rules หนังดัดแปลงจากนวนิยาย ที่สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมไปครอง เป็นหนังแนวดราม่าสะท้อนภาพชีวิตของคนในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเน้นในเรื่องของเพศวิถี และการดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ของสังคม ที่แสดงให้เราเห็นถึงความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ว่า กฎเกณฑ์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นยากนักที่จะหาใครที่สามารถปฏิบัติตามได้อย่างเคร่งครัด
            เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่ซึ่งสามารถรับเด็กคนหนึ่งมาอุ้มชู หรือทอดทิ้งเอาไว้ก็ได้นั้น โฮเมอร์ เวลล์ เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาในสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ โดยได้รับการดูแลจาก ดร.ลาร์ช หมอประจำสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่นี่โฮเมอร์ได้เรียนรู้ทักษะในการเป็นหมอ และการทำแท้ง แต่โฮเมอร์ก็ยังไม่สามารถทำใจยอมรับได้เขาจึงไม่สามารถลงมือทำแท้งให้ผู้หญิงที่มาเข้ารับการทำแท้งได้ แม้ว่าดร.ลาร์ชจะให้ความไว้วางใจต่อเขา
            จนเมื่อมีคู่รักชาย-หญิงคู่หนึ่งที่ตกลงใจเดินทางมาทำแท้งยังสถานที่นี้ โฮเมอร์จึงตัดสินใจขอเดินทางกลับไปอยู่ด้วยเพื่อออกไปเผชิญโลกกว้าง บอกลาสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและทิ้งความสามารถในการเป็นหมอของเขาไว้เบื้องหลัง
            แม้ว่าหนังจะดำเนินเรื่องไปอย่างเอื่อยๆ ไม่มีจุดกระตุ้นความสนใจมากนัก แต่ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวชีวิตและสภาพสังคมของคนในยุคนั้นออกมาได้อย่างน่าติดตาม ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวการเติบโตของโฮเมอร์ ที่คนดูจะได้เห็นในทุกแง่มุมต่างๆ  ทั้งการตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง และการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกในเรื่องเพศและความรักที่มีให้แก่หญิงสาวคนหนึ่ง แม้จะรู้ว่าไม่ถูกทำนองคลองธรรม แต่ก็เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ และเป็นไปตามความรู้สึกที่แท้จริงในจิตใจของมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีความต้องการเรื่องเพศและโหยหาความรัก โดยเฉพาะเด็กกำพร้าอย่างโฮเมอร์
            โดยแก่นหลักของหนังนั้นต้องการสื่อถึงการที่คนส่วนใหญ่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์บางอย่างที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ตั้ง ส่วนคนที่ตั้งกฎเหล่านั้นก็กลับไม่ใช่ผู้ที่ต้องปฏิบัติตามกฎ ดังนั้นผู้ตั้งกฎจึงไม่มีทางที่จะเข้าใจได้ว่ากฎนั้นสมเหตุสมผลเพียงพอหรือไม่ตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งหนังจะมีการสรุปออกมาในตอนท้ายๆ ผ่านความเห็นของตัวละครที่เป็นพนักงานโรงงานทำน้ำแอปเปิล
แต่จะเห็นได้ว่าหนังได้แสดงแก่นหลักที่ต้องการสื่อออกมาอย่างเป็นนัยอยู่แล้วผ่านเรื่องการทำแท้งของหญิงสาว การลักลอบมีความสัมพันธ์กับคนอื่นโดยที่ตนเองมีคู่รักอยู่แล้ว การมีเพศสัมพันธ์กับเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง หรือการที่ลูกมีความคิดที่อยากจะฆ่าพ่อแม่ที่ทอดทิ้งตนเอง เป็นต้น ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎเกณฑ์ ศีลธรรมในสังคม ผู้ที่ละเมิดมักจะถูกประณามและลงทัณฑ์ว่าเป็นคนเลวจากคนในสังคม
โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการทำแท้งนั้น หนังได้แสดงให้เห็นถึงการท้าทายกฎเกณฑ์ของการทำแท้งอย่างชัดเจนว่า ถ้าผู้เป็นแม่ไม่ต้องการเด็ก หรือไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูเด็กก็สามารถตัดสินใจทำแท้งได้ไม่ถือว่าผิด เพื่อคุณภาพชีวิตของคนเป็นแม่ เพราะถ้าหมอไม่รับทำแท้งให้ สุดท้ายพวกเธอก็ต้องตัดสินใจไปทำแท้งยังสถานบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ทำให้ผู้หญิงได้รับอันตราย และเสียชีวิตจากการทำแท้ง
เมื่อลองวิเคราะห์ตามหลักความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับปัญหาที่ทั้งเลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้แตกต่างกันไป บางครั้งทางออกที่ดีที่สุดของปัญหาอาจเป็นสิ่งที่ขัดแย้งต่อความเชื่อของสังคม ซึ่งถ้าปฏิบัติไปแล้วก็อาจถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลวทราม แต่ถ้าเลือกทำตามข้อกำหนดสังคมแล้วกลับไม่ใช่ทางออกที่ดีของปัญหา ก็อาจต้องทนทุกข์ต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
อีกทั้งกฎเกณฑ์ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าถูกต้องนั้น ผู้ที่ตั้งขึ้นมาก็ล้วนไม่ใช่ผู้ที่ต้องปฏิบัติตามกฎเหล่านั้น แต่เป็นการตั้งกฎเพื่อควบคุมผู้อื่น ผู้ตั้งกฎจึงไม่มีทางเข้าใจถึงจิตใจของผู้ที่ต้องปฏิบัติตามกฎ หรือรับรู้ถึงความเหมาะสมของกฎเหล่านั้นได้เพียงพอ และเมื่อการทำตามกฎไม่ใช่ทางเลือกที่ดีพอ การละเมิดกฎก็เกิดขึ้น
ดังนั้นผู้ที่ตั้งกฎไม่ควรเป็นผู้ที่ไม่ได้ใช้ แต่ควรเป็นผู้ที่ต้องรับกฎไปปฏิบัติจึงจะสามารถตั้งกฎที่เหมาะสม และปฏิบัติตามกฎที่ตั้งขึ้นเองนั้นได้มากกว่า  และแม้ว่าหนังจะสื่อออกมาในรูปแบบดูเหมือนเชื้อเชิญให้ละเมิดกฎเกณฑ์ของสังคม แต่ก็เป็นเพียงแง่มุมความเห็นหนึ่งของผู้สร้าง เพราะบางครั้งเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในบางสถานการณ์ การเลือกทำตามสิ่งที่สังคมกำหนดอาจไม่ใช่หนทางที่ดีเสมอไป

ลองไปหามาดูกันนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

"รถเก๋ง" กับ รถมอเตอร์ไซค์


ได้ฤกษ์อัพบล๊อคค่าาา แต่อันนี้เป็นบทความส่งอาจารย์ ภาษาอาจจะทางการไปนิส อิอิ



วันหนึ่งในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ฉันมีความจำเป็นได้ใช้บริการรถตู้โดยสารประจำทางสายหนึ่งคือสาย เคหะธนบุรี – ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง ซึ่งปกติมักต้องรอนานเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าผู้โดยสารจะเต็ม รถจึงจะออก แต่ครั้งนี้เหมือนโชคเข้าข้าง ฉันเป็นผู้โดยสารคนสุดท้ายพอดี รถจึงออกวิ่งทันทีที่ฉันนั่งที่เรียบร้อย วิ่งตรงสู่ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง
เหลือบไปเห็นคนขับ เป็นชายหนุ่มวัยกลางคน อายุประมาณ 40 ปี ผิวคล้ำ รูปร่างล่ำ-สัน สวมแว่นกันแดด สวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีน ท่าทางบ่งบอกอารมณ์เป็นสุขดีที่ได้ออกรถเสียที โดยรวมก็ไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากชายหนุ่มวัยกลางคนที่มีอาชีพขับรถโดยสาร
รถตู้ฯ เดินทางจากถนนพระราม 2 มาถึงสี่แยกสามย่านอย่างรวดเร็วภายในเวลา 20 นาทีเพราะใช้ทางพิเศษเฉลิมมหานครสายดาวคะนอง – หัวลำโพง ฉันรู้สึกยินดีมากที่ครั้งนี้จะไปถึงเร็วกว่าเวลานัดหมาย เพียงแค่เลี้ยวซ้ายผ่านสี่แยกนี้ไปได้ก็เป็นอันว่าใกล้ถึงที่หมาย
ติดอยู่ตรงที่ช่องทางผ่านตลอดด้านซ้ายนั้นมีรถแท็กซี่ที่จอดติดสัญญาณไฟแดงขวางกั้นอยู่ เหลือเพียงช่องแคบขนาดไม่ถึงสองเมตรให้รถผ่านไปได้เท่านั้น
คนขับรถตู้ฯ บีบแตรอยู่หลายครั้ง รถแท็กซี่คันดังกล่าวก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเปิดช่องทางให้กว้างขึ้นอีกสักเล็กน้อยเพื่อให้รถคันอื่นผ่านไปได้ คนขับรถตู้จึงตัดสินใจพยายามขับผ่านช่องทางเมตรกว่าๆ นั้นไปอย่างทุลักทุเล ฉันได้แต่นึกลุ้นอยู่ในใจว่าจะพ้นไหม เหตุใดคนขับจึงไม่จอดรอสัญญาณไฟเขียว ให้รถแท็กซี่เดินหน้าไปได้ก่อนเพื่อจะได้ขับผ่านได้สะดวก อาจเป็นเพราะจะทำให้รถที่ตามมาด้านหลังต้องหยุดรอตาม หรืออาจเพราะความใจร้อนของคนขับก็ไม่ทราบได้ แต่ฉันก็ได้แต่นึกโกรธรถแท็กซี่อยู่ในใจเล็กน้อยว่าไม่มีน้ำใจช่วยขยับรถเดินหน้าให้สักนิดหนึ่งเลยหรือ
จนเมื่อขับเกือบพ้นมาได้แล้ว ก็พบว่ามีรถจักรยานยนต์จอดอยู่ด้านหน้ารถแท็กซี่อีกทีหนึ่ง ทำให้แท็กซี่ไม่สามารถขยับรถเดินหน้าได้ คนขับจึงได้เปิดกระจกรถ และตะโกนบอกคนขับรถจักรยานยนต์ด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง เล็กน้อยว่า “มอเตอร์ไซค์ ช่วยขยับเดินหน้าให้หน่อยไม่ได้หรือ” คนขับรถจักรยานยนต์จึงขยับให้ทำให้รถตู้ฯ ขับผ่านไปได้ แต่ก่อนหน้านั้นฉันไม่ได้ยินว่าคนขับรถจักรยานยนต์ตอบมาว่าอะไร แต่คนขับรถตู้ฯ ตะโกนสวนกลับไปอีกครั้งว่า “ถ้าร้อนทำไมไม่ไปซื้อรถเก๋งมาขับ”
เป็นแค่ประโยคเชิงแนะนำธรรมดาๆ แต่ทำไมหลังจากที่ได้ยินกลับทำให้ฉันถึงกับสะอึก และเกิดอารมณ์สงสัยปนขุ่นเคืองขึ้นในใจ
เหตุใดคนขับรถตู้ฯ จึงต้องตะโกนตอบไปเช่นนั้น ถ้าให้ลองเดา คนขับรถจักรยานยนต์น่าจะพูดว่า “ก็มันร้อน ขอจอดหลบแดดหน่อย” อะไรทำนองนั้น ฉันจึงได้แต่นั่งครุ่นคิดว่าทำไมฉันถึงรู้สึกโกรธเคืองแทนคนขับรถจักรยานยนต์ขึ้นมา เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวที่แม้จะเป็นความจริงว่า ถ้าไม่อยากร้อนก็ควรไปซื้อรถยนต์มาขับ หรือฉันจะอารมณ์อ่อนไหวและคิดมากจนเกินไป จึงทำให้รู้สึกว่าประโยคดังกล่าวให้ความรู้สึกดูถูกดูแคลนผู้อื่นเสียเหลือเกิน เพราะอาจตีความไปได้ว่าคนอื่นเขาขับรถยนต์กันหมดแล้ว เหตุใดจึงยังทนร้อนขับรถจักรยานยนต์อยู่
แม้ฉันจะเห็นด้วยกับคนขับรถตู้ฯ ในทีแรกว่าทำไมไม่ช่วยขยับรถให้ แต่ฉันก็ไม่สามารถเห็นด้วยกับคำพูดเสียดสีที่ให้ซื้อรถยนต์มาขับได้ ถ้าเพียงคนขับรถจักรยานยนต์เองก็อาจจะอยากมีรถยนต์ขับสบายๆ บ้าง แต่อับจนหนทางที่จะได้มาล่ะ เขาจะต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาบ้างหรือไม่ ถ้าไม่ได้คิดอะไรก็อาจดีไป แต่ถ้าเกิดคิดก็คงเกิดรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาไม่มากก็น้อย เพราะแม้แต่ฉันที่เป็นแค่คนฟังก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงในใจว่า เพียงแค่ขับรถจักรยานยนต์และรู้สึกร้อน ก็ไม่มีสิทธิ์จะจอดเพื่อหลบแดดสักหน่อยเลยหรือ ต้องขับรถยนต์เท่านั้นจึงจะเป็นฝ่ายที่ได้รับสิทธิ์ในการใช้ถนนอย่างสะดวกสบาย และดูแคลนคนที่ด้อยกว่าได้อย่างนั้นหรือ
แค่คำพูดเหมือนจะธรรมดาๆ บางประโยคที่หลุดออกจากปาก ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา เพียงเพื่อจะทำให้ตนเองเป็นฝ่ายถูกหรือทำให้ผู้พูดรู้สึกดีขึ้น บางครั้งก็อาจเป็นการสร้างบาดแผลขึ้นในจิตใจ หรือเปลี่ยนทัศนะคติของผู้ฟังต่อสิ่งที่เคยภูมิใจ หรือตอกย้ำปมด้อยในใจให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็ได้ ซึ่งบางครั้งผลลัพธ์อาจเลวร้ายเกินกว่าที่ผู้พูดคาดคิด เช่น อาจเกิดการทะเลาะวิวาท หรือก่ออาชญากรรม ทำร้ายร่างกายทั้งต่อผู้อื่นและตัวเองก็เป็นได้
ความรู้สึกขุ่นเคืองจากเหตุการณ์เช่นนี้อาจไม่เกิดขึ้นถ้าฝ่ายคนขับรถตู้ฯ ใจเย็นลงสักนิด ให้สิทธิ์รถจักรยนต์ในการใช้ถนนที่เท่าเทียมกัน และไม่คิดว่าตนเองเหนือกว่าหรือสำคัญกว่า หรือฝ่ายรถจักรยานยนต์เองก็ต้องระวังไม่ให้การใช้สิทธิ์ของตนเองไปเป็นอุปสรรคต่อผู้อื่น
แม้จะเป็นเพียงการพูดโต้เถียงกันธรรมดาระหว่างผู้ใช้รถใช้ถนนที่มักเกิดขึ้นได้เป็นประจำ เป็นแค่เรื่องเล็กที่ไม่น่าเก็บมาใส่ใจ แต่เพราะเรื่องเล็กๆ เหล่านี้มิใช่หรือ ที่จะบ่งบอกระดับความใส่ใจ และความละเอียดอ่อนของคนได้เป็นอย่างดี