|
ท่ามกลางสภาพสังคมที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม
การแสดงออกพฤติกรรมทางเพศของชายและหญิงล้วนถูกค่านิยมต่างๆ
ในสังคมกำหนดให้เป็นไปตามวิถีทางที่ควรจะเป็น แต่กฎเกณฑ์เหล่านั้นแท้จริงแล้วเรายอมรับและปฏิบัติตามได้จริงหรือ
The Cider House Rules
หนังดัดแปลงจากนวนิยาย ที่สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมไปครอง
เป็นหนังแนวดราม่าสะท้อนภาพชีวิตของคนในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
โดยเน้นในเรื่องของเพศวิถี และการดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ของสังคม
ที่แสดงให้เราเห็นถึงความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ว่า
กฎเกณฑ์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นยากนักที่จะหาใครที่สามารถปฏิบัติตามได้อย่างเคร่งครัด
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ที่ซึ่งสามารถรับเด็กคนหนึ่งมาอุ้มชู หรือทอดทิ้งเอาไว้ก็ได้นั้น โฮเมอร์ เวลล์
เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาในสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ โดยได้รับการดูแลจาก
ดร.ลาร์ช หมอประจำสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่นี่โฮเมอร์ได้เรียนรู้ทักษะในการเป็นหมอ
และการทำแท้ง แต่โฮเมอร์ก็ยังไม่สามารถทำใจยอมรับได้เขาจึงไม่สามารถลงมือทำแท้งให้ผู้หญิงที่มาเข้ารับการทำแท้งได้
แม้ว่าดร.ลาร์ชจะให้ความไว้วางใจต่อเขา
จนเมื่อมีคู่รักชาย-หญิงคู่หนึ่งที่ตกลงใจเดินทางมาทำแท้งยังสถานที่นี้
โฮเมอร์จึงตัดสินใจขอเดินทางกลับไปอยู่ด้วยเพื่อออกไปเผชิญโลกกว้าง บอกลาสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและทิ้งความสามารถในการเป็นหมอของเขาไว้เบื้องหลัง
แม้ว่าหนังจะดำเนินเรื่องไปอย่างเอื่อยๆ
ไม่มีจุดกระตุ้นความสนใจมากนัก แต่ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวชีวิตและสภาพสังคมของคนในยุคนั้นออกมาได้อย่างน่าติดตาม
ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวการเติบโตของโฮเมอร์ ที่คนดูจะได้เห็นในทุกแง่มุมต่างๆ ทั้งการตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง
และการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกในเรื่องเพศและความรักที่มีให้แก่หญิงสาวคนหนึ่ง
แม้จะรู้ว่าไม่ถูกทำนองคลองธรรม แต่ก็เป็นไปอย่างบริสุทธิ์
และเป็นไปตามความรู้สึกที่แท้จริงในจิตใจของมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีความต้องการเรื่องเพศและโหยหาความรัก
โดยเฉพาะเด็กกำพร้าอย่างโฮเมอร์
โดยแก่นหลักของหนังนั้นต้องการสื่อถึงการที่คนส่วนใหญ่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์บางอย่างที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ตั้ง
ส่วนคนที่ตั้งกฎเหล่านั้นก็กลับไม่ใช่ผู้ที่ต้องปฏิบัติตามกฎ ดังนั้นผู้ตั้งกฎจึงไม่มีทางที่จะเข้าใจได้ว่ากฎนั้นสมเหตุสมผลเพียงพอหรือไม่ตามสภาพความเป็นจริง
ซึ่งหนังจะมีการสรุปออกมาในตอนท้ายๆ
ผ่านความเห็นของตัวละครที่เป็นพนักงานโรงงานทำน้ำแอปเปิล
แต่จะเห็นได้ว่าหนังได้แสดงแก่นหลักที่ต้องการสื่อออกมาอย่างเป็นนัยอยู่แล้วผ่านเรื่องการทำแท้งของหญิงสาว
การลักลอบมีความสัมพันธ์กับคนอื่นโดยที่ตนเองมีคู่รักอยู่แล้ว การมีเพศสัมพันธ์กับเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง
หรือการที่ลูกมีความคิดที่อยากจะฆ่าพ่อแม่ที่ทอดทิ้งตนเอง เป็นต้น
ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎเกณฑ์ ศีลธรรมในสังคม
ผู้ที่ละเมิดมักจะถูกประณามและลงทัณฑ์ว่าเป็นคนเลวจากคนในสังคม
โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการทำแท้งนั้น
หนังได้แสดงให้เห็นถึงการท้าทายกฎเกณฑ์ของการทำแท้งอย่างชัดเจนว่า
ถ้าผู้เป็นแม่ไม่ต้องการเด็ก หรือไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูเด็กก็สามารถตัดสินใจทำแท้งได้ไม่ถือว่าผิด
เพื่อคุณภาพชีวิตของคนเป็นแม่ เพราะถ้าหมอไม่รับทำแท้งให้
สุดท้ายพวกเธอก็ต้องตัดสินใจไปทำแท้งยังสถานบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน
ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ทำให้ผู้หญิงได้รับอันตราย
และเสียชีวิตจากการทำแท้ง
เมื่อลองวิเคราะห์ตามหลักความเป็นจริงแล้ว
มนุษย์ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับปัญหาที่ทั้งเลี่ยงได้และเลี่ยงไม่ได้แตกต่างกันไป บางครั้งทางออกที่ดีที่สุดของปัญหาอาจเป็นสิ่งที่ขัดแย้งต่อความเชื่อของสังคม
ซึ่งถ้าปฏิบัติไปแล้วก็อาจถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลวทราม
แต่ถ้าเลือกทำตามข้อกำหนดสังคมแล้วกลับไม่ใช่ทางออกที่ดีของปัญหา
ก็อาจต้องทนทุกข์ต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
อีกทั้งกฎเกณฑ์ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าถูกต้องนั้น
ผู้ที่ตั้งขึ้นมาก็ล้วนไม่ใช่ผู้ที่ต้องปฏิบัติตามกฎเหล่านั้น
แต่เป็นการตั้งกฎเพื่อควบคุมผู้อื่น
ผู้ตั้งกฎจึงไม่มีทางเข้าใจถึงจิตใจของผู้ที่ต้องปฏิบัติตามกฎ
หรือรับรู้ถึงความเหมาะสมของกฎเหล่านั้นได้เพียงพอ
และเมื่อการทำตามกฎไม่ใช่ทางเลือกที่ดีพอ การละเมิดกฎก็เกิดขึ้น
ดังนั้นผู้ที่ตั้งกฎไม่ควรเป็นผู้ที่ไม่ได้ใช้
แต่ควรเป็นผู้ที่ต้องรับกฎไปปฏิบัติจึงจะสามารถตั้งกฎที่เหมาะสม
และปฏิบัติตามกฎที่ตั้งขึ้นเองนั้นได้มากกว่า
และแม้ว่าหนังจะสื่อออกมาในรูปแบบดูเหมือนเชื้อเชิญให้ละเมิดกฎเกณฑ์ของสังคม
แต่ก็เป็นเพียงแง่มุมความเห็นหนึ่งของผู้สร้าง เพราะบางครั้งเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในบางสถานการณ์
การเลือกทำตามสิ่งที่สังคมกำหนดอาจไม่ใช่หนทางที่ดีเสมอไป
ลองไปหามาดูกันนะคะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น